I Saw the TV Glow
ผลงานลำดับที่สองใน "Screen Trilogy - ไตรภาคจอเขย่าขวัญ" ของ เจน โชนบรัน – ซึ่งปล่อยออกมาตามหลัง We’re All Going to the World’s Fair (2021) ที่ได้รับคำชมล้นหลามจากความสยองแบบล้ำ ๆ – ที่คล้ายกับเป็นการควบรวมกันระหว่างซีรีส์วัยรุ่นเหนือธรรมชาติจากยุค 90 อย่าง Buffy the Vampire Slayer และหนังเซอร์เรียลหลอนประสาทสายรางวัลของ เดวิด ลินช์ กับ เดวิด โครเนนเบิร์ก ยังไงยังงั้น!
หนังเล่าเรื่องของ โอเวน (เอียน โฟร์แมน / จัสติซ สมิธ) วัยรุ่นผู้พยายามดิ้นรนใช้ชีวิตในแถบชานเมืองอันน่าเบื่อหน่าย สิ่งเดียวที่ช่วยให้เขาสามารถผ่านพ้นความจำเจของแต่ละคืนวันไปได้ก็คือ The Pink Opaque รายการโทรทัศน์รอบดึกที่ว่าด้วยสองสาวผู้ต่อกรกับวายร้ายด้วยพลังจิต ซึ่ง แมดดี้ (บริเจตต์ ลันดี-เพน) สาวก็อธเพื่อนร่วมชั้นเป็นคนแนะนำให้ดู
โชนบรันบอกว่า เนื้อหาส่วนหนึ่งของ I Saw the TV Glow เปรียบเปรยถึง ‘ความรู้สึกหวาดหวั่น’ ที่ตามมาหลังจากวัยรุ่นเกิดความแน่ใจแล้วว่า ตัวตนภายในของตนนั้นขัดแย้งกับเพศกำเนิด อันเป็นประสบการณ์จริงที่โชนบรันเคยผ่านมาแล้ว
"สำหรับโอเวนกับแมดดี้ รายการเดอะพิงค์โอเพคไม่ใช่แค่วิธีที่ช่วยให้ได้หนีจากโลกแห่งความเป็นจริง มันเป็นมากกว่านั้นเยอะ ในฐานะเควียร์ที่เติบโตมาในสภาพแวดล้อมชานเมืองอนุรักษ์นิยม ตัวฉันเองก็เคยพบความสบายใจและตัวตนในสื่อที่ได้ดูในยุคนั้นซึ่งก็คือซีรี่ส์ Buffy the Vampire Slayer ฉันเห็นเศษเสี้ยวของตัวเองในตัวละครผู้ต้องต่อสู้เอาตัวรอดจากแวมไพร์ มันกลายเป็นตัวละครที่เรารู้สึกผูกพันด้วยยิ่งกว่าคนในครอบครัว การที่พวกเรามี ‘ตัวแทน’ แบบนั้นมันมีพลังมากจริง ๆ"
ความสร้างสรรค์แปลกใหม่ของ I Saw the TV Glow ทำให้ พอล ชเรเดอร์ คนทำหนังรุ่นเก๋าแสดงความชื่นชมว่า “เจน โชนบรัน คือคนทำหนังที่มีสุ้มเสียงเป็นเอกลักษณ์มากที่สุดในรอบทศวรรษ”
Teenager Owen is just trying to make it through life in the suburbs when his classmate Maddy introduces him to a mysterious TV show - a vision of a supernatural world beneath their own. In the pale glow of the television, Owen’s view of reality begins to crack.
