Inspiring Asia Micro Film Festival 2026 : Inspiring Thailand
Inspiring Asia Micro Film Festival เป็นเวทีการประกวดหนังสั้นแบบ “ไมโครฟิล์ม” (Micro Film) ซึ่งมีจุดเริ่มต้นขึ้นเมื่อปี 2564 โดยคุณไลโอเนล ลี (Mr. Lionel Li) ผู้ก่อตั้ง/ประธานมูลนิธิ Li Foundation และมีพัฒนาการเรื่อยมาในฐานะของ “เทศกาลหนังสั้นเพื่อสังคม” ทั้งในรูปแบบของการฉายโชว์ และการแข่งขันชิงรางวัล ซึ่งเคยจัดงานเทศกาลสายหลักมาแล้วทั้งที่สิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย ระหว่างปี 2565-2568 โดยเน้นการเปิดพื้นที่ให้กับ “นักเล่าเรื่องด้วยภาพเคลื่อนไหว” และ “นักสร้างสรรค์นวัตกรรมทางสังคม” จากทั่วภูมิภาคเอเชีย
ในปี 2569 นี้ Inspiring Thailand จัดขึ้นโดย Documentary Club และ ECCA Family Foundation ภายใต้ธีม “เสริมสร้างพลังชุมชน” (Community Empowerment) จากแนวคิด “หยั่งราก - ยืนหยัด - ผลิบาน” (Belonging - Resilience - Thriving) โดยไทยถือเป็น 1 ใน 8 ประเทศที่ร่วมจัดงาน พร้อมกับ สิงคโปร์, ฟิลิปปินส์, จีน, ฮ่องกง, เวียดนาม, อินโดนีเซีย และมองโกเลีย
การเสริมสร้างพลังชุมชน หมายถึงกระบวนการที่ผู้คนในแต่ละชุมชน ดึงเอาความแข็งแกร่งที่มีร่วมกันมาใช้สร้างอนาคตของตน โดย “ชุมชน” ไม่ได้ขึ้นอยู่กับนิยามทางภูมิศาสตร์เท่านั้น แต่ยังมาจากความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่ง การดูแลซึ่งกันและกัน และเป้าหมายที่มีร่วมกัน
- ไม่ต้องจองออนไลน์ เข้าชมได้เลยที่หน้าโรง
- Free admission to every screening, no booking needed
วัยรุ่นคนหนึ่งออกเดินทางไปท่ามกลางธรรมชาติ และพบว่าผืนป่าที่เคยสวยงามกำลังถูกทำลายด้วย “ขยะ” ที่มนุษย์ทิ้งไว้ แทนที่จะเพิกเฉย เขาเลือกเก็บขยะเหล่านั้น มาสร้างเป็นผลงานศิลปะสื่อผสมรูปนกเงือก เพื่อมอบโอกาสใน “การโบยบินครั้งที่สอง” ให้กับสิ่งที่เคยไร้ค่า และเผยแพร่ผ่านออนไลน์ เพื่อสะท้อนว่า การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากคนจำนวนมาก แต่สามารถเริ่มจากการกระทำเล็ก ๆ ของคนเพียงคนเดียวได้ (เข้าชิง Best Micro Film Award ด้วย)
เด็กชายคนหนึ่งเพิ่งตระหนักได้ถึงปัญหาสภาพแวดล้อมเกี่ยวกับฝุ่น PM2.5 ที่วนเวียนอยู่ในชีวิตประจำวันของทั้งตัวเขา เพื่อน ๆ และครอบครัว ตั้งแต่ตื่น ไปโรงเรียน-ทำงาน จนกระทั่งเข้านอน การมองเห็นถึงปัญหานี้ ทำให้เขาคิดค้นวิธีแก้ไขปัญหาดังกล่าวด้วยตัวเอง โดยเริ่มจากจุดเล็ก ๆ อย่างการประดิษฐ์ระบบหุงต้มจาก “พลังงานชีวภาพ” เพื่อเป็นการจุดประกายให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในชุมชนรอบข้าง
“ผีบ้าน...ผีเฮือน?” – คำถามธรรมดาของเด็กชายคนหนึ่ง นำเขาไปสู่เรื่องราวของความเชื่อ ประเพณี และวิถีชีวิตของ “ชาวไทยทรงดำ” ที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น …ท่ามกลางบ้านหลังเดิม ผู้คนในชุมชน และสายสิญจน์ที่ผูกอยู่บนข้อมือ อินปันได้เรียนรู้จากเอมเฒ่า (คำเรียก “ยาย” ของคนไทยทรงดำ) ว่าสิ่งที่บรรพบุรุษฝากไว้ไม่ได้มีเพียงพิธีกรรม ทว่ายังมีความรัก ความทรงจำ และรากเหง้าที่หล่อหลอมให้ลูกหลานรู้ว่าตนเองเป็นใคร ซึ่งผูกพันเราไว้กับบ้านและบรรพบุรุษเสมอ (เข้าชิง Best Micro Film Award ด้วย)
ชายหนุ่มนักทำหนังตัดสินใจกลับมายังบ้านเกิด อำเภอพิมาย หลังจากไปเรียนต่อด้านภาพยนตร์ในกรุงเทพฯ และลงมือทำ “มันดาลา” หนังสั้นโปรเจกต์จบ ที่ถ่ายทำและฉายในบ้านเกิด จนขยับขยายไปสู่กิจกรรมสร้างสรรค์ ทั้งการฉายหนัง นิทรรศการ ศิลปะ และการพำนักของศิลปิน ซึ่งทำให้เขาและเพื่อน ๆ เริ่มมองเห็น “ความเป็นไปได้” ในการเชื่อมโยงคนรุ่นใหม่ ชุมชน พื้นที่ทางประวัติศาสตร์ และงานสร้างสรรค์เข้าด้วยกัน พร้อมคำถามที่ว่า คนรุ่นใหม่จะสามารถเติบโต ทำงานที่รัก และสร้างอนาคต โดยไม่จำเป็นต้องจากบ้านเกิดไปได้หรือไม่ หนังฉายโชว์คู่กับโครงการ Phimai Seed Circle โดยวิสาหกิจชุมชนภาคีอนุรักษ์เมืองพิมาย จ.นครราชสีมา
เรื่องของ “ตอย” หมาชุมชนในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเพียง “หมาจร” ที่ผู้คนไม่กล้าเข้าใกล้ แต่วันนี้กลับกลายเป็นสุนัขที่ใคร ๆ ก็รัก …ตอยพาคนดูไปสำรวจความจริงของการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับสุนัขในพื้นที่เดียวกัน จากปัญหาที่เคยดูเหมือนแก้ไม่ได้ ทั้งความกลัว ความขัดแย้ง และความไม่ปลอดภัย สู่คำตอบที่มหาวิทยาลัยเลือก นั่นคือการไม่กำจัด แต่สร้างระบบให้ทุกชีวิตอยู่ร่วมกันได้ หนังฉายโชว์คู่กับโครงการ การจัดการปัญหาสุนัขในที่สาธารณะในชุมชนอย่างยั่งยืน (MaCMU) โดยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
วัยรุ่น 3 คนในหนองจวง ขับรถไปเที่ยวเล่นตกปลาช่วงวันหยุดพักผ่อน พวกเขาบังเอิญตกปลาชนิดหนึ่งขึ้นมาได้ ซึ่งสมาชิกกลุ่มคนหนึ่งเชื่อว่าคือ “ปลาซีน” ปลาในตำนานเมืองของชุมชน ที่ถ้าได้กินแล้วจะ “เป็นอมตะ” เขาจึงชวนเพื่อน ๆ รีบตระเวนไปทั่วชุมชนเพื่อหาคนรับซื้อปลาแสนล้ำค่าตัวนี้ …แต่กลับไม่มีใครเชื่อเลยสักคนว่า ปลาตัวนี้จะมีคุณค่าอย่างที่พวกเขาเชื่อ หนังฉายโชว์คู่กับโครงการ หนองจวง Craft Scene ส่องศิลป์ เสพวิถี ชีวีชุมชน ครั้งที่ 1 โดยกลุ่มเยาวชนปราซีนบุรี จ.ปราจีนบุรี
“ภาพยนตร์” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราวบนจอ แต่ยังเป็นเหตุให้ผู้คนเดินทางมาพบกัน นั่งอยู่ในความมืดเดียวกัน หัวเราะ เงียบงัน และรับฟังเสียงเดียวกัน …แต่เมื่อการเดินเข้าโรงภาพยนตร์ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับทุกคน ทั้งค่าบัตรที่สูงขึ้น และภาพยนตร์อีกมากที่ไม่มีโอกาสไปไหนได้ไกลนัก พวกเขาจึงเลือกพาภาพยนตร์ออกเดินทาง ไปยังพื้นที่ที่ยังเปิดรับผู้คน และเปิดโอกาสให้บทสนทนาเกิดขึ้นได้อีกครั้ง หนังฉายโชว์คู่กับโครงการ พก ร้านหนังสือและโรงหนังขนาดเล็ก โดย หจก. ห้องหุ้นสุข จ.เชียงราย
ตามถนนหนทางในกรุงเทพฯ กลุ่ม “คนไร้บ้าน” ต้องดิ้นรนเอาชีวิตรอดแบบวันต่อวัน โดยเฉพาะการต่อกรกับ “โรคภัย” ที่อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต …ท่ามกลางความเป็นจริงอันโหดร้ายนี้ “แหม่ม” ได้ก้าวเข้ามาเป็นที่พึ่งสำคัญ ในฐานะคนคุ้นหน้าที่คนในชุมชนต่างให้ความไว้วางใจ เธอเลือกที่จะอุทิศเวลาเพื่อมาทำแผล ดูแลการใช้ยาของผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และคอยเฝ้าระวังสุขภาพของเพื่อน ๆ กลุ่มคนไร้บ้าน ซึ่งล้วนไม่ได้รับการเหลียวแลจากระบบสาธารณสุขขั้นพื้นฐาน – เรื่องเล่าของแหม่มเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า การเยียวยาใส่ใจจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเรามีความไว้วางใจต่อกันภายในชุมชน หนังฉายโชว์คู่กับโครงการ Strengthening Homeless Community in Bangkok through Homeless Health Volunteers โดย สุขภาวะข้างถนน กรุงเทพฯ
หนังว่าด้วยวิถีชีวิตและเศรษฐกิจภายในชุมชนตลาดเก่าริมแม่น้ำแห่งหนึ่ง ที่ดูเหมือนช่วงเวลาแห่งความรุ่งโรจน์กำลังจะสิ้นสุดลง แต่กลุ่มคนรุ่นต่อมา กลับได้หวนคืนมายังบ้านเกิดของพวกเขา เพื่อช่วยกันพลิกฟื้นชุมชนแห่งนี้ขึ้นมาอีกครั้ง ผ่านการดำเนินกิจการ และการเชื่อมต่อสายสัมพันธ์ที่เคยผูกโยงคนรุ่นต่าง ๆ ในชุมชนเข้าไว้ด้วยกัน
“สมชาย” คนฉายหนังสูงวัย เดินทางกลับมายังโรงภาพยนตร์ไม้เก่าแก่ที่ถูกทิ้งร้าง สถานที่ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นช่วงเวลาที่งดงามที่สุดในชีวิตของเขา เขาพยายามปลุกเครื่องฉายที่หลับใหลให้กลับมาทำงานอีกครั้ง แต่ก็ไม่เป็นผล ก่อนที่หนุ่มสาวในชุมชนจะได้มาพบเขา ช่วยกันทำความสะอาดโรงหนัง ซ่อมเครื่องฉาย และเตรียมการจัดฉายภาพยนตร์เป็นครั้งสุดท้าย
ในชุมชนเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ผู้คนต่างใช้ชีวิตกันอย่างเร่งรีบ จนทำให้ความสัมพันธ์แบบ “เพื่อนบ้าน” ค่อย ๆ เลือนหายไป กระทั่งชายสูงวัยคนหนึ่งนำเก้าอี้ไม้มาวางไว้หน้าบ้าน ด้วยความตั้งใจง่าย ๆ ว่าอาจมีใครสักคนได้ใช้พักเหนื่อย และหญิงชราอีกคนที่กำลังอ่อนล้า ได้มาหยุดนั่งพักบนเก้าอี้ – ไม่นานถัดจากนั้น ก็มีอีกหลายอย่างที่ถูกนำมาวางเพิ่ม ทั้งร่ม กระถางต้นไม้ น้ำดื่ม และสิ่งอำนวยความสะดวกเล็ก ๆ น้อย ๆ จากผู้คนแวดล้อมที่ได้แรงบันดาลใจจากเก้าอี้ตัวนั้น
เมื่อตอนเป็นเด็ก “ลาหมือตรอ ดั่งแดนวิมาน” เคยมาร่วมเปล่งเสียงกับชนพื้นเมืองว่า “ไม่เอาเขื่อน!” เพื่อช่วยให้แม่น้ำสาละวินรอดพ้นจากการถูกเขื่อนกั้น ก่อนที่หลายปีต่อมา แม่น้ำสายนี้ต้องเผชิญกับภัยคุกคามครั้งใหม่ โดยมลพิษที่ปนเปื้อนสูงจากการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธบริเวณต้นน้ำ ในฐานะผู้นำของ Salween Youth Network ลาหมือตรอกลับมาสอนเด็ก ๆ ในชุมชนให้ร้องเพลง “Salween in the World” เพื่อร่วมกันปกป้องสายน้ำที่พวกเขาเรียกว่า “บ้าน” อีกครั้ง
ลูกหลานพนักงานการไฟฟ้าฯ กลับไปยังบ้านเกิดของตนที่ อ.แม่เมาะ เพื่อทำสารคดีสำรวจปัญหาที่เกิดขึ้นภายในชุมชน แต่กลับต้องเผชิญกับความขัดแย้ง อันสืบเนื่องมาจากโรงไฟฟ้าที่ปู่ของพวกเขาเป็นคนสร้าง ผ่านการสัมภาษณ์ผู้คนในแม่เมาะ บทสนทนาและคำถามถึงอนาคตของชุมชนในภายภาคหน้า จึงได้ค่อย ๆ ถูกประกอบสร้างขึ้นทีละน้อย
เรื่องราวของชายหนุ่มผู้เคยล้มเหลวมาหลายต่อหลายครั้ง หลังจากกลับบ้านเกิดเพื่อสร้างชีวิตใหม่ด้วยความไม่มั่นใจ “เถียงนาไม้ไผ่” จึงถูกสร้างขึ้นผ่านทักษะและภูมิปัญญาท้องถิ่น ท่ามกลางความกังขาในตัวเอง มิตรภาพของเพื่อน ๆ และเสียงหัวเราะของคนรุ่นใหม่ สิ่งก่อสร้างธรรมดาแห่งนี้จึงค่อย ๆ เติบโตกลายเป็น “พื้นที่แห่งการส่งต่อความหวังและความเชื่อใจ” ให้แก่ผู้คนรอบตัวของเขา
“ตั้ว” ชายหนุ่มส่งพัสดุ ต้องจำใจกลับมาส่งพัสดุเฉพาะกิจที่ชุมชนสลัมใต้ทางด่วน บ้านเกิดที่เขาไม่เคยคิดอยากกลับมา …ที่นั่น เขาได้พบกับ “หนึ่ง” เพื่อนสนิทผู้อาศัยอยู่ในชุมชนที่ไม่คิดอยากออกไปจากบ้านเกิดที่เขารักและศรัทธา ทั้งคู่พูดคุยเรื่องชีวิตระหว่างเดินส่งพัสดุด้วยกัน จนมาถึงพัสดุชิ้นสุดท้ายที่ชื่อผู้รับคือ “โอชิน” เพื่อนสนิทของทั้งสองที่หวังอยู่เสมอว่า ชีวิตจะดีขึ้นได้จากความมุมานะ ทว่าเมื่อไปถึง ทั้งคู่ก็ได้พบกับความจริงอันแสนสะทือนใจ
สารคดีสั้นจากโครงการ The Maniq People Archive เรื่องนี้ เป็นการบันทึกเรื่องราวของ “ชาวมันนิ” – กลุ่มชนพื้นเมืองนักล่าและเก็บหาของป่าแห่งเทือกเขาบรรทัด – มาอย่างต่อเนื่องกว่า 15 ปี โดยเปิดพื้นที่ให้พวกเขาเป็นผู้เล่าเรื่องราวของตนเอง ผ่านประสบการณ์ชีวิตและความทรงจำที่สั่งสมมาหลายชั่วอายุคน เพื่อชวนให้ผู้ชมตั้งคำถามกับตัวเองว่า “พวกคุณอยู่กันอย่างไร?” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ รวมถึงคุณค่าของการอยู่ร่วมกันในสังคมร่วมสมัย
เรื่องราวของ “จอตักกู” แรงงานชาวเมียนมาในจังหวัดเชียงราย ที่ถูกภัยสงครามและความยากจนผลักให้เข้ามาทำงานในไทย ตั้งแต่บ่ายสามถึงเที่ยงคืนของทุกวัน เขาทำงานที่ร้านอาหารจนเป็นกิจวัตร แต่เมื่อเกิดปัญหาในการขึ้นทะเบียนต่อบัตรทำงาน และการถูกเอารัดเอาเปรียบ เขาจึงก้าวมาเป็นอาสาสมัคร “ศูนย์ช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติ” เพื่อช่วยเหลือแรงงานด้วยกัน จนทำให้ชีวิตของเขามีความท้าทายมากขึ้น จากการต้องจัดการเวลาให้อาชีพ งานอาสา และครอบครัว ท่ามกลางความหวังที่จะได้เห็นชีวิตของแรงงานข้ามชาติดีขึ้น
